.........ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ.....

        พระราชดำริเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2532 เวลาประมาณ 15.45 น.ณ. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่อง
มาจากพระราชดำริว่า

        “ เนื่องจากปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือมลภาวะเป็นพิษ กำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ซึ่งเรื่องหนึ่งได้แก่
การเผาผลาญอินทรีย์สารมากเกินไป ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นจำนวนมาก และไปห่อหุ้มโลกในชั้น
บรรยากาศอันเป็นการปิดกั้นไม่มีการระบายความร้อนเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
เกิดความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศและเป็นภัยอย่างร้านแรง ดังที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีความห่วงใยในปัญหา
นี้ ซึ่งเรียกว่า กรีนเฮาส์ เอฟเฟ็ค ( Green House Effect ) ”

ความเป็นมาของโครงการ
          
เนื่องจากมีหลักฐานเป็นที่เด่นชัดในปัจจุบันว่า ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศของโลกมีปริมาณสูงขึ้นในอัตราที่คงที่จากที่
ี่เคยตรวจวัดได้ในปริมาณ 0.029 ppm. ใน พ.ศ.2443 เป็น0.033 ppm. ในปัจจุบัน และเชื่อว่าจะเพิ่มเป็น0.038 ppm. ในอีก 10 ปีข้างหน้า การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศนั้น  จะมีผลกระทบโดยตรงต่ออุณหภูมิของผิวโลก ทำให้ผิวโลกมีอุณหภูมิ
สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า "ปฏิกิริยาเรือนกระจก" (greenhouse effect) และส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นด้วย
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นของโลก ได้พระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2532
ในการแก้ไขปัญหานี้ ทรงมีแนวทางที่จะใช้วิธีทางธรรมชาติ เข้าแก้ไขธรรมชาติด้วยกันเอง โดยมีพระราชดำริให้ นักวิชาการ หรือศูนย์ศึกษา
ฯได้ดำเนินการศึกษาวิจัยหาปริมาณของออกซิเจนที่ต้นไม้ผลิตออกมาและศึกษาว่าพืชชนิดใด จะสามารถผลิตออกซิเจน ได้มากกว่าคาร์บอน
ไดออกไซด์หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการศึกษาปริมาณคาร์บอนในพืชต่าง ๆ เนื่องจากพืชที่เก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ที่พืชดูดซับเข้าไป และจำนวน
ออกซิเจนที่พืชคายออกมาเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็จะสามารถทราบได้ว่าพืชชนิดใดสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่า หรือ
สามารถคายออกซิเจนได้มากที่สุด ก็จะส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ชนิดนั้นให้มาก ๆ เพราะนอกจากจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้น
บรรยากาศแล้ว ยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการบรรเทาปัญหากรีนเฮาส์เอฟเฟ็ค ได้วิธีหนึ่ง
         จากพระราชดำรัสดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้พิจารณาเห็นว่า ความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น แตกต่างกันตามชนิด
ของพันธุ์พืช และสภาพการพัฒนา ซึ่งพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ในป่าเต็งรัง ยังไม่เคยได้มีการศึกษากันอย่างจริงจังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ศึกษาหาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไม้ป่าเต็งรัง เพื่อใช้ประกอบในการคัดเลือกชนิดพันธุ์
ไม้ที่ปลูกในประเทศ

วัตถุประสงค์ของโครงการ
        
1. เพื่อสนองพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
        2. เพื่อหาความแตกต่างในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพันธุ์ไม้ในป่าเต็งรัง และพันธุ์ ไม้ที่ มีค่าทางเศรษฐกิจที่ปลูกในรูป
สวนป่า โดยเน้นการวิจัยพืชในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
        3. เพื่อศึกษาหาความแตกต่างในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพันธุ์ไม้ที่ปลูกในแปลงทำกินและอยู่อาศัยของเกษตรกร ของ
เกษตรกร เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม ในบริเวณศูนย์ภูพาน
        4. เพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ให้มีประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซิ  คาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 
         1. เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา การเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน บรรยากาศ
         2. เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม และ microclimate ให้ดีขึ้น
         3. เพื่อเป็นแนวทางในการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูกให้เหมาะสมในแต่ละสภาพท้องที่ เช่น ปลูกสร้างสวนป่า ปลูกป่าชุมชน หรือการ
ไม้ในพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยของเกษตรกร
         4. ส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับป่าธรรมชาติ และการปลูกต้นไม้ ในการที่จะแก้ ปัญหาการเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนไดออก
ไซด์ในบรรยากาศ   

                                                                              
  
  
                                                                                               
                                                    

                                              ระหว่างดือนมกราคม 2540 ถึงเดือน ธันวาคม 2540

  อุปกรณ์และวิธีการ
       1. พันธุ์ไม้ที่ศึกษา
                
พันธุ์ไม้ที่ศึกษาได้แก่ พันธุ์ไม้ป่าเต็งรังและพันธุ์ไม้สำคัญทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการปลูกสร้างสวนป่า จำนวน 5 ชนิดได้แก่
                
 เต็ง (Shorea obtusa)
                 รัง (Shorea siamensis)
                 แดง (Xylia xylocarpa)
                 สัก (Tectona grandis) และ
                 ยูคาลิปตัส (Eucalyptus camaldulensis
        2. การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
                
วัดอัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้เครื่องมือ LCA–3 (Leaf Chamber Analysis System) ของบริษัท Analytical
Development Company Limited ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระบบเปิดชนิดนำเคลื่อนที่ได้ ทำการศึกษา
ความผันแปรประจำวันในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพันธุ์ไม้ทั้ง 5 ชนิดเลือกตัวอย่างพันธุ์ไม้ 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง
และขนาดใหญ่ ในแต่ละขนาดใช้พันธุ์ไม้ชนิดละ 3 ต้น คัดเลือกใบตัวอย่างที่มีการพัฒนาเต็มที่และได้รับแสงเต็มที่ (sun leaf)บริเวณรอบ
ของเรือนยอด โดยตัดกิ่งของพันธุ์ไม้ที่จะวัดนำไปแช่ลงในน้ำ หลังจากนั้นจึงตัดกิ่งใต้น้ำอีกครั้งหนึ่งแล้ววัดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออก
ไซด์ทันที สุ่มตัวอย่างต้นละ 3 ใบและทำการวัดทุกๆ 2 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 07.00–18.00 น. เพื่อศึกษาความผันแปรของอัตราการดูดซับก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงเวลาต่างกันของวัน ตลอดจนตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออก
ไซด์

                                                                         

       3.การตอบสนองของอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปัจจัยแสง
                
ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องกำเนิดแสง (light source) เข้ากับ leaf chamber ซึ่งเครื่องกำเนิดแสงเป็นหลอดที่ไม่มีความร้อนและ
ปรับระดับความเข้มแสงได้ 7 ระดับ คือ 60, 163, 337, 420, 490, 630, และ 1,274 ?mol/m2/s โดยการเปลี่ยนกระจกกรองแสง (filter)
ให้ได้ระดับความเข้มแสงตามที่ต้องการเพื่อเป็นการลดความไม่คงที่ของความเข้มแสงในสภาพธรรมชาติอันเนื่องมาจากการบดบังของเมฆ
จากนั้นจึงนำใบไม้จากต้นไม้ในข้อ 2 จำนวนที่เท่ากันมาวัดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระดับความเข้มแสงต่างๆ เมื่อเครื่อง
แสดงว่าใบที่วัดดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไชด์สูงสุดในแต่ละระดับความเข้มแสง จึงบันทึกค่าต่างๆเช่นเดียวกับการวัดอัตราการดูดซับก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์รายวัน
                 สำหรับการตอบสนองของอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อความเข้มแสงนั้นทำการวิเคราะห์โดย ใช้สมการ
rectangular hyperbola ตามแบบของ Long and H?llgren (1993)
 
                               
    
                                                                                     ผลการศึกษา
                    อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ
                                                                                                       

                                                               
                                             การตอบสนองของอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อความเข้มแสง

                             
หมายเหตุ * ไม่สามารถหาความสัมพันธ์ได้

                                                                                      สรุปและข้อเสนอแนะ

            อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถใช้เป็นดัชนีเพื่อเปรียบเทียบเกี่ยวกับศักยภาพของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆในการเก็บกักก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศไว้ในรูปเนื้อไม้ (carbon sink) เพื่อลดภาวะก๊าซเรือนกระจก งานวิจัยชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นว่าไม้สักเป็นไม้ที่
ให้ค่าดัชนีสูงสุดในบรรดาไม้ทั้ง 5 ชนิดในการทดลองพื้นที่นี้ หากจะมีการนำวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ก็ควรเปรียบเทียบค่าดัชนีของไม้สักกับไม้ชนิดอื่น
ในท้องที่อื่น ซึ่งจะปลูกไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
             นอกจากนั้นยังควรเปรียบเทียบค่าตอบแทนในการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ หากไม้ชนิดใดให้การตอบแทนทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน
แต่ชนิดหนึ่งมีค่าดัชนีการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า ก็ควรสนับสนุนให้การปลูกสวนป่าภาครัฐหรือเอกชนเลือกปลูกชนิดนั้น หรือชนิดไม้ที่
ให้ค่าดัชนีต่ำลงเพียงเล็กน้อย แต่ให้ค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเป็นการทดแทนย่อมจูงใจสมาชิกสังคมในท้องที่ให้เต็มใจร่วมมือได้มากกว่า