ทำไม จึงเรียกว่า “ป่าดงดิบแล้ง” 
       คำว่า “ป่าดงดิบ หรือ “ป่าดิบ” (evergreen) หมายถึง ป่าที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้สีเขียวตลอดปีซึ่งมิได้
หมายความว่าป่าชนิดนี้จะไม่ยอดผลัดใบเลยแต่เป็นการค่อย ๆ ทยอยกันผลัดใบและทยอยกันผลิใบอย่างต่อ
เนื่องทั้งปีโดยไม่เป็นฤดูกาล (season) ซึ่งแตกต่างกับ “ป่าผลัดใบ” (deciduous) ที่มีการทิ้งใบโกร๋นทั้ง
ต้นทั้งป่าในช่วงฤดูหนาว
       ที่เรียกกันว่า “ป่าดงดิบแล้ง” เนื่องจากป่าชนิดนี้ชอบขึ้นอยู่ในที่ซึ่งแห้งแล้ง (dry) กว่าป่าดงดิบชื้น ป่าดง
ดิบแล้งมีลักษณะก้ำกึ่งหรือเป็นป่าลูกผสม (กะเทิน) ระหว่างป่าดงดิบชื้น (Moist evergreen forest)
กับป่าเบญจพรรณ(Mixed deciduous forest) ดังนั้นจึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าป่าชนิดนี้เป็นป่าชนิดใดกันแน่ จึงตั้งชื่อป่าลูกผสม หรือ“ป่ากะเทิน” นี้ใหม่ว่า“ป่าดงดิบแล้ง” (Dry evergreen forest)
ป่าดงดิบแล้วแตกต่างจากป่าดงดิบชื้น…….เพราะ
       พื้นที่ซึ้งป่าดงดิบชื้นขึ้นอยู่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีแถบเมฆปกคลุม (Cloud belt) และมีแนวทรงตัวของหมอก (fog belt) ครอบคลุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้มีแสงสว่างที่พืชจะได้รับน้อยอุณหภูมิต่ำ ความชื้นในอากาศ (Moisture) สูง ปัจจัย
ดังกล่าวมีผลกระทบต่อพืช ดังนี้คือ
       1) เกิดการแก่งแย่ง (competition) แสงสว่างกันในหมู่ของสังคมพืช ทำให้ต้นไม้สูงมาก
       2) โครงสร้างด้านตั้ง (stratification) ประกอบด้วย ไม้เด่น ไม้รอง ไม้ระดับกลางและไม้ที่ถูกบดบัง จึง
เร่งการเจริญเติบโตไปอยู่ด้านบน
       3) เนื่องจากแสงสว่างแทบจะตกลงมาไม่ถึงพื้นเลย ต้นไม้จึงต้องรับแสงด้านข้างของเรือนยอดแทน ทำ
ให้รูปร่างของเรือนยอดแทน ทำให้รูปร่างของเรือนยอด มีรูปทรงแบบรูปไข่
       4) ไม้เลื้อย (climbing) เช่น หวาย เถาวัลย์ ที่ชอบแสงสูงจะเลื้อยพันขึ้นไปบนยอดไม้ ถือเป็น
เอกลักษณ์หรือตัวชี้วัด (indicator) ของป่าดงดิบชื้น 5) พืชอิงอาศัย (Epiphyte)ที่ชอบอุณหภูมิต่ำ
ความชื้นสูง เช่น กล้วยไม้ มอสส์ ขึ้นหนาแน่นตามลำต้น  
        ป่าดงดิบแล้งมีระดับความสูงต่ำกว่าจึงมีลักษณะภูมิอากาศ (climate) ค่อนข้างร้อนและแห้งแล้งกว่าจึง
มีสังคมพืช แตกต่างจากป่าดงดิบชื้น และที่สำคัญที่สุดก็คือจะพบจอมปลวกที่หนีความชื้นสูงมาอาศัยอยู่ใน
ป่าดงดิบแล้ง
ป่าดงดิบแล้งคล้ายกับป่าเบญจพรรณ…….เพราะ 
      ดินในป่าดงดิบแล้ง เกิดจากการผุพังสลายตัว (weathering) หินทราย (sandstone) จึงได้เนื้อดิน
(texture) เป็น(sand) ซึ่งเป็นดินเนื้อหยาบ (coarse) จึงมีระดับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชต่ำกว่าดิน
เนื้อละเอียด (fine) ในป่าดงชื้น
     ดินทรายจัดเป็นชั้นดินที่มีการชะล้างรุนแรง (albic horizon) ธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุที่เป็น
ประโยชน์พืชถูกชะล้างลงไปสะสมในดินชั้นล่าง
     ด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับดิน (Edaphic factors) ดังกล่าว จำเป็นต้องยอมให้ป่าเบญจพรรณแทรกเข้าไป
อยู่อาศัยอยู่กันจนกลายเป็นป่าดงดิบแล้ง


                             


             “ป่าดงดิบแล้ง แล้งแต่ชื่อ ให่เห็ดกินเกือบซูมื้อ เจ้า บ่ต้องซื่อจากไผ๋……แมน บอ”